กลับไปหน้าข่าวสาร

ช่องโหว่ RNG ใน Coldcard Hardware Wallet ถูกใช้ขโมย Bitcoin กว่า 88.6 ล้านดอลลาร์

แชร์:

Galaxy Research รายงานเหตุการณ์ขโมย Bitcoin มูลค่ารวมกว่า 88.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงกับช่องโหว่ใน Firmware ของ Coldcard Hardware Wallet อุปกรณ์เก็บ Cryptocurrency แบบ Cold Storage ที่ได้รับความนิยม โดยต้นเหตุมาจาก Random Number Generator (RNG) ที่อ่อนแอลง ทำให้ Seed ที่ใช้สร้างกระเป๋าเงินไม่ได้สุ่มอย่างแท้จริง


ต้นเหตุของช่องโหว่


ปัญหานี้ย้อนกลับไปถึงข้อผิดพลาดในการรวม Firmware ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2021 ที่ทำให้กระบวนการสร้าง Seed ของกระเป๋าเงินไปใช้ Software Pseudorandom Number Generator (PRNG) แบบ Deterministic แทนที่จะใช้ Hardware RNG ของชิป STM32 ที่ควรเป็นแหล่งสุ่มหลัก


Coinkite ผู้ผลิต Coldcard ประเมินว่าผลกระทบทำให้ Entropy ที่แท้จริงของ Seed ลดลงเหลือเพียงประมาณ 40 bits บนรุ่น Mk3 และประมาณ 72 bits บนรุ่น Mk4, Mk5 และ Q ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐาน BIP-39 ที่ควรมี Entropy อยู่ที่ 128 bits อย่างมีนัยสำคัญ


กลไกการโจมตี


ด้วย Entropy ที่ลดลงมาก ผู้โจมตีสามารถดำเนินการดังนี้:


  1. สร้าง Candidate Seed จำนวนมากแบบ Offline โดยไม่ต้องเข้าถึงอุปกรณ์ Coldcard ของเหยื่อโดยตรงเลย เนื่องจากพื้นที่ Seed ที่เป็นไปได้ (Search Space) เล็กลงมากจากช่องโหว่ RNG
  2. นำ Candidate Seed ไปเทียบกับข้อมูล Blockchain สาธารณะ เพื่อค้นหา Address ที่มีเงินอยู่จริงตรงกับ Seed ที่สร้างขึ้น
  3. สร้าง Private Key ของเหยื่อขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จ เมื่อพบ Address ที่ตรงกัน แล้วโอนเงินออกจากกระเป๋าเงินของเหยื่อได้ทันที


ขอบเขตความเสียหาย


  • 30 กรกฎาคม 2026: พบระลอกแรกของการดูดเงิน จำนวน 1,082.65 BTC (ประมาณ 70.2 ล้านดอลลาร์) จาก 1,196 Address ภายในเวลาเพียง 41 นาที
  • ภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2026: พบระลอกเพิ่มเติม ทำให้ยอดรวมความเสียหายเพิ่มเป็น 1,367.05 BTC (ประมาณ 88.6 ล้านดอลลาร์) จาก 4,585 Address


อุปกรณ์และเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ


  • Mk2 และ Mk3 ที่ใช้ Firmware เวอร์ชัน 4.0.1 ถึง 4.1.9 (ความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจาก Entropy ต่ำที่สุด)
  • Mk4 ที่ใช้ Firmware เก่ากว่า 5.6.0
  • Mk5 ที่ใช้ Firmware เก่ากว่า 5.6.0
  • Q ที่ใช้ Firmware เก่ากว่า 1.5.0Q


ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


  1. ผู้ใช้งานที่สร้าง Wallet ด้วย Coldcard ในช่วง Firmware ที่มีช่องโหว่ เสี่ยงสูญเสีย Cryptocurrency ทั้งหมดในกระเป๋าเงินโดยไม่ต้องมีการโจมตีทางกายภาพหรือ Phishing ใดๆ
  2. การโจมตีสามารถเกิดขึ้นได้แบบ Offline ล่วงหน้า ผู้โจมตีอาจสร้างและตรวจสอบ Candidate Seed ไว้เป็นเวลานานก่อนจะดำเนินการโอนเงินออกจริง
  3. Seed เดิมยังคงมีความเสี่ยงแม้อัปเดต Firmware แล้ว เนื่องจากปัญหาอยู่ที่กระบวนการสร้าง Seed ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ช่องโหว่ที่แก้ไขได้ด้วยการอัปเดตเพียงอย่างเดียว
  4. ความเชื่อมั่นต่อ Hardware Wallet ในฐานะ Cold Storage ที่ปลอดภัยที่สุดถูกสั่นคลอน สะท้อนว่าแม้อุปกรณ์จะแยกออกจากอินเทอร์เน็ต แต่หากกระบวนการสร้าง Key ภายในมีข้อบกพร่อง ก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงได้


สิ่งที่องค์กรควรทำ


  1. ผู้ใช้งาน Coldcard ที่ยังใช้ Firmware เวอร์ชันเก่าตามที่ระบุ ควรอัปเดต Firmware เป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที
  2. ย้ายเงินทั้งหมดไปยัง Wallet ใหม่ที่สร้าง Seed หลังจากอัปเดต Firmware แล้วเท่านั้น ห้ามใช้ Seed เดิมต่อแม้จะอัปเดต Firmware แล้วก็ตาม เนื่องจาก Seed เดิมถูกสร้างด้วย RNG ที่มีช่องโหว่ไปแล้ว
  3. องค์กรที่ดูแล Digital Asset ด้วย Hardware Wallet ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานมีประวัติช่องโหว่ RNG ลักษณะนี้หรือไม่ และติดตามประกาศจากผู้ผลิตอย่างใกล้ชิด
  4. พิจารณาตรวจสอบ Entropy Source ของ Hardware Wallet ก่อนเลือกใช้งาน โดยเฉพาะองค์กรที่ถือครอง Digital Asset มูลค่าสูง ควรเลือกอุปกรณ์ที่ผ่านการตรวจสอบ (Audit) ด้าน Cryptographic Implementation จากบุคคลที่สาม


แนวทางลดความเสี่ยงระยะยาว


1. เลือกใช้ Hardware Wallet ที่มีประวัติการตรวจสอบ Cryptographic Implementation อย่างสม่ำเสมอ

โดยเฉพาะกระบวนการสร้าง Seed และ Key ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัย Hardware Wallet ทั้งระบบ


2. กระจายความเสี่ยงด้วย Multi-signature Wallet สำหรับ Digital Asset มูลค่าสูง

แทนการพึ่งพา Single Point of Failure จาก Hardware Wallet เพียงตัวเดียว


3. ติดตามประกาศ Firmware Update และ Security Advisory จากผู้ผลิต Hardware Wallet อย่างสม่ำเสมอ

และดำเนินการอัปเดตทันทีเมื่อมีการเปิดเผยช่องโหว่ด้าน Cryptographic


4. พิจารณาใช้บริการ Custody จากผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานด้าน Security Audit สำหรับองค์กรที่ถือครอง Digital Asset มูลค่าสูงมาก

เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพา Hardware Wallet ส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว


วิเคราะห์ในมุมมองจาก TXEC


เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยของ Hardware Wallet ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแยกตัวออกจากอินเทอร์เน็ต (Air-gapped) เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของกระบวนการ Cryptographic ภายในตัวอุปกรณ์เองด้วย ข้อผิดพลาดเพียงจุดเดียวในการเลือกแหล่ง Random Number ที่ใช้สร้าง Seed สามารถบั่นทอนความปลอดภัยทั้งระบบได้ แม้ผู้ใช้งานจะปฏิบัติตามแนวทาง Best Practice ด้าน Cold Storage อย่างเคร่งครัดก็ตาม


จุดที่ TXEC อยากเน้นย้ำเป็นพิเศษคือความเร็วของการโจมตี คือดูดเงินกว่า 70 ล้านดอลลาร์ภายใน 41 นาที สะท้อนว่าผู้โจมตีเตรียมการวิเคราะห์ Candidate Seed ไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานานก่อนลงมือจริง องค์กรและบุคคลที่ถือครอง Digital Asset มูลค่าสูงควรตระหนักว่าช่องโหว่ Cryptographic ลักษณะนี้อาจถูกค้นพบและใช้ประโยชน์อย่างเงียบๆ เป็นเวลานานก่อนที่จะปรากฏเป็นเหตุการณ์ที่ตรวจพบได้จริง


รู้ก่อน ตรวจพบเร็ว ลดความเสียหายได้มากกว่า


[ แหล่งอ้างอิง: Galaxy Research, CyberSecurityNews, BleepingComputer, The Hacker News, TechSpot ]