กลับไปหน้าข่าวสาร

SplitVPN บริการ VPN แบบ "No Logs" ข้อมูลผู้ใช้กว่า 865,000 รายรั่วไหล พบ Connection Log กว่า 58 ล้านรายการ

แชร์:

บริการ VPN ชื่อ SplitVPN ซึ่งโฆษณาว่าเป็นบริการแบบ "No Logs" หรือไม่มีการเก็บบันทึกการใช้งานของผู้ใช้ กำลังเผชิญข้อกล่าวหาครั้งใหญ่ หลังฐานข้อมูลที่อ้างว่าถูกขโมยถูกเผยแพร่บนฟอรัมของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ เปิดเผยว่าบริษัทเก็บข้อมูลการใช้งานไว้มากกว่าที่ประกาศต่อสาธารณะอย่างมาก


Timeline เหตุการณ์


  • 21 กรกฎาคม 2026: เหตุการณ์รั่วไหลเกิดขึ้น ฐานข้อมูล SQL ขนาด 17 GB ถูกเผยแพร่บนฟอรัมอาชญากรไซเบอร์ Altenen โดยผู้โจมตีอ้างว่าขโมยมาจากโครงสร้างพื้นฐานของ SplitVPN โดยตรง
  • นักวิจัยจาก Mysterium ตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของฐานข้อมูลดังกล่าว
  • 1 สิงหาคม 2026: ชุดข้อมูลถูกเพิ่มเข้าสู่ฐานข้อมูลของ Have I Been Pwned ยืนยันบัญชีที่ได้รับผลกระทบ 865,336 บัญชี


ขนาดของข้อมูลที่รั่วไหล


จากการตรวจสอบของนักวิจัย ฐานข้อมูลที่หลุดออกมาประกอบด้วย:


  • ข้อมูลผู้ใช้งาน: ประมาณ 23.4 ล้านรายการ
  • ข้อมูลอุปกรณ์: 13.6 ล้านรายการ
  • ข้อมูลการชำระเงิน: 2.6 ล้านรายการ
  • Connection Log: เกือบ 58 ล้านรายการ


ข้อมูลที่ถูกเปิดเผย


ชุดข้อมูลที่หลุดออกมาครอบคลุมข้อมูลหลายประเภท ได้แก่:


  • IP Address ของผู้ใช้งาน
  • ประเทศที่พำนัก
  • ข้อมูลบัตรชำระเงินบางส่วน (เลข 6 หลักแรกและ 4 หลักสุดท้าย พร้อมวันหมดอายุ)
  • รหัสอุปกรณ์ (Device Identifier)
  • ตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณ
  • สถานะการสมัครสมาชิก
  • Token สำหรับ Recurring Billing


ความขัดแย้งกับนโยบาย "No Logs"


จุดที่สร้างความกังวลมากที่สุดในเหตุการณ์นี้คือการพบ Connection Log เกือบ 58 ล้านรายการ ซึ่งบันทึกช่วงเวลาที่อุปกรณ์แต่ละเครื่องเชื่อมต่อเข้าใช้งานเซิร์ฟเวอร์ VPN แม้ Log เหล่านี้จะไม่ได้บันทึกเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเข้าชม แต่การมีอยู่ของ Log ในปริมาณมากขนาดนี้ขัดแย้งโดยตรงกับนโยบาย "No Logs" ที่ SplitVPN ประกาศต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่ดึงดูดผู้ใช้งานที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว


ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


  1. ผู้ใช้งานที่เลือกใช้ VPN เพื่อความเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะ อาจมีข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานถูกเปิดเผยโดยขัดกับความคาดหวังที่มีต่อบริการที่สมัครใช้
  2. ข้อมูลบัตรชำระเงินบางส่วนที่หลุดออกมา แม้ไม่ครบถ้วน แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกใช้ประกอบการโจมตีแบบ Social Engineering หรือ Phishing ที่มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น
  3. ความน่าเชื่อถือของนโยบาย "No Logs" ในอุตสาหกรรม VPN โดยรวมถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะสำหรับผู้ให้บริการที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม (Independent Audit)
  4. ผู้ใช้งานในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น นักข่าว นักเคลื่อนไหว หรือผู้ที่ต้องการปกปิดตัวตนด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย อาจได้รับผลกระทบร้ายแรงกว่าผู้ใช้งานทั่วไป


สิ่งที่องค์กรควรทำ


  1. ผู้ใช้งาน SplitVPN ควรตรวจสอบอีเมลของตนผ่าน Have I Been Pwned เพื่อยืนยันว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้หรือไม่
  2. พิจารณาเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชี SplitVPN และเฝ้าระวังธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบัตรที่เคยใช้สมัครบริการ
  3. องค์กรที่ประเมินเลือกใช้บริการ VPN สำหรับพนักงาน ควรตรวจสอบนโยบาย Logging ของผู้ให้บริการอย่างละเอียด ไม่ควรเชื่อคำโฆษณา "No Logs" โดยไม่มีการตรวจสอบยืนยันจากบุคคลที่สาม
  4. หากองค์กรใช้งาน SplitVPN อยู่ ควรประเมินความเสี่ยงและพิจารณาเปลี่ยนผู้ให้บริการที่ผ่านการตรวจสอบ Independent Audit ที่น่าเชื่อถือกว่า


แนวทางลดความเสี่ยงระยะยาว


1. เลือกใช้บริการ VPN ที่ผ่านการตรวจสอบ Independent Security Audit เป็นประจำ

และเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ แทนการเชื่อคำโฆษณา "No Logs" เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน


2. ประเมินผู้ให้บริการ VPN จากประวัติการรับมือเหตุการณ์ความปลอดภัยในอดีต

รวมถึงความโปร่งใสในการแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่ใช่พิจารณาจากราคาหรือฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว


3. หลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลบัตรชำระเงินเดียวกันกับหลายบริการ

เพื่อลดผลกระทบหากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล


4. ติดตามข่าวสารด้าน Privacy และ Data Breach ของบริการที่องค์กรหรือพนักงานใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

ผ่านบริการตรวจสอบอย่าง Have I Been Pwned เพื่อทราบผลกระทบได้อย่างทันท่วงที


วิเคราะห์ในมุมมองจาก TXEC


เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทเรียนสำคัญที่ TXEC เน้นย้ำมาโดยตลอด นั่นคือคำโฆษณาด้าน Privacy หรือความปลอดภัยของผู้ให้บริการใดๆ ไม่ควรถูกเชื่อถือโดยปราศจากการตรวจสอบยืนยันจากบุคคลที่สาม โดยเฉพาะบริการ VPN ที่ผู้ใช้งานเลือกใช้ด้วยเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะ การพบ Connection Log เกือบ 58 ล้านรายการทั้งที่ประกาศนโยบาย "No Logs" สะท้อนช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้ให้บริการสื่อสารต่อสาธารณะ กับแนวปฏิบัติจริงภายในองค์กร


TXEC มองว่าองค์กรและผู้ใช้งานทั่วไปควรให้ความสำคัญกับหลักฐานการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม (Third-party Audit) มากกว่าคำโฆษณาของผู้ให้บริการเอง เมื่อต้องเลือกใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่บริการที่วางตำแหน่งตัวเองด้าน Privacy โดยเฉพาะ ก็อาจไม่ได้ปฏิบัติตามที่โฆษณาไว้จริง


รู้ก่อน ตรวจพบเร็ว ลดความเสียหายได้มากกว่า


[ แหล่งอ้างอิง: CyberSecurityNews, Bitdefender, Security Affairs, SC Media, Have I Been Pwned ]