กลับไปหน้าข่าวสาร

"SCTPhantom" ช่องโหว่ Linux Kernel อายุ 18 ปี เปิดทางผู้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น Root และหลบหนีจาก Container (CVE-2026-64564)

แชร์:

นักวิจัยจาก Tencent Zhuque Lab เปิดเผยช่องโหว่ Use-After-Free ในการจัดการ SCTP ASCONF (Address Configuration Change) ของ Linux Kernel ซึ่งตั้งชื่อว่า "SCTPhantom" (CVE-2026-64564) โดยช่องโหว่นี้ฝังอยู่ใน Kernel มาตั้งแต่เวอร์ชัน 2.6.25 เมื่อปี 2007 รวมอายุกว่า 18 ปี ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไป (Local Unprivileged User) สามารถใช้ช่องโหว่นี้ยกระดับสิทธิ์เป็น Root และในบางกรณีสามารถ หลบหนีจาก Container สู่ Host ได้


รายละเอียดช่องโหว่


ช่องโหว่เกิดในฟังก์ชัน sctp_process_asconf() ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผล ASCONF Chunk ในโปรโตคอล SCTP กลไกของช่องโหว่มีดังนี้:


  1. ฟังก์ชันนี้จะ Cache ตัวชี้ Transport ไว้ระหว่างการประมวลผล ASCONF Chunk
  2. หากผู้โจมตีส่งชุด ASCONF ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ (Crafted Sequence) จนเกิด ความไม่ตรงกันระหว่าง Address ต้นทางของแพ็กเก็ตกับ ASCONF Address Parameter
  3. ผู้โจมตีสามารถทำให้ Transport ที่ถูก Cache ไว้ถูก Free ไปในขณะที่ Kernel ยังคงมีตัวชี้ที่ค้างอยู่ (Dangling Reference) ชี้ไปยังหน่วยความจำดังกล่าว
  4. เกิด Use-After-Free ที่ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับสิทธิ์ได้


ช่องโหว่นี้ได้รับคะแนน CVSS v4.0 ระดับ 8.5 (High) และได้รับการแก้ไขต้นทางแล้วผ่าน Commit 9b2854f86f0b โดยมีการ Backport แพตช์ไปยัง Stable Branch หลายเวอร์ชัน ได้แก่ 6.6.148, 6.12.101, 6.18.42 และ 7.1.6


ระบบที่ได้รับผลกระทบ


  • ระบบ Linux แทบทุกระบบที่รัน Kernel ตั้งแต่เวอร์ชัน 2.6.25 (ปี 2007) เป็นต้นมา ที่ยังไม่ได้รับแพตช์
  • สภาพแวดล้อม Container ที่มี Configuration บางลักษณะ มีความเสี่ยงถูกใช้เป็นช่องทางหลบหนีสู่ Host
  • ระบบที่เปิดใช้งานโปรโตคอล SCTP ซึ่งมักพบในระบบ Telecom, Signaling และบางกรณีใน Container/Virtualization Stack


ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


  • ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปสามารถยกระดับเป็น Root ได้ โดยไม่ต้องอาศัยสิทธิ์พิเศษเริ่มต้น
  • หลบหนีจาก Container สู่ Host ได้ในบางการตั้งค่า ซึ่งเป็นความเสี่ยงร้ายแรงสำหรับสภาพแวดล้อม Multi-Tenant
  • ด้วยอายุของช่องโหว่ที่ยาวนานถึง 18 ปี ระบบจำนวนมากทั่วโลกมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ เนื่องจากโค้ดที่มีปัญหาอยู่ใน Kernel มาอย่างยาวนานก่อนถูกค้นพบ


สิ่งที่องค์กรควรทำ


  • ▸ ตรวจสอบเวอร์ชัน Linux Kernel ที่ใช้งานและอัปเดตเป็นเวอร์ชันที่มีแพตช์ (6.6.148, 6.12.101, 6.18.42, 7.1.6 หรือใหม่กว่า) โดยเร็ว
  • ▸ สำหรับระบบที่ไม่จำเป็นต้องใช้ SCTP ให้พิจารณาปิดหรือ Blacklist โมดูล SCTP เป็นมาตรการชั่วคราวระหว่างรอการอัปเดต
  • ▸ ตรวจสอบสภาพแวดล้อม Container ที่มีความเสี่ยงหลบหนีสู่ Host เป็นพิเศษ โดยเฉพาะระบบที่รัน Container จากหลายผู้เช่าบน Host เดียวกัน
  • ▸ ติดตาม Distribution ของ Linux ที่องค์กรใช้งานว่าได้ Backport แพตช์นี้เข้าสู่เวอร์ชันที่ใช้งานแล้วหรือไม่


แนวทางลดความเสี่ยงระยะยาว


1. ปิดโมดูล Kernel ที่ไม่จำเป็นต่อการใช้งานจริง

เช่น SCTP หากไม่ได้ใช้งานโดยตรง เพื่อลดพื้นผิวการโจมตีจากช่องโหว่ในโปรโตคอลที่ไม่ได้ใช้


2. จัดกระบวนการ Patch Management สำหรับ Linux Kernel ให้ครอบคลุมทั้ง Host และ Container Runtime

เนื่องจากช่องโหว่ระดับนี้กระทบทั้งสองชั้นพร้อมกันได้


3. ใช้เครื่องมือตรวจสอบ Kernel Version อย่างสม่ำเสมอในสภาพแวดล้อม Container/Cloud

เนื่องจากระบบเหล่านี้มักมีจำนวน Host จำนวนมากที่ใช้ Kernel เวอร์ชันเดียวกัน หากมีช่องโหว่จะกระทบเป็นวงกว้าง


4. ทบทวนความเสี่ยงของ Legacy Code ใน Kernel ที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบมานาน

ช่องโหว่อายุ 18 ปีนี้เป็นตัวอย่างว่าโค้ดที่ใช้งานมานานและดูเสถียรอาจยังมีปัญหาด้านความปลอดภัยที่ไม่เคยถูกค้นพบ


วิเคราะห์ในมุมมองจาก TXEC


SCTPhantom เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าอายุของโค้ดไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความปลอดภัย ช่องโหว่นี้ฝังอยู่ใน Linux Kernel มานานถึง 18 ปีโดยไม่มีใครตรวจพบ ก่อนที่นักวิจัยจะค้นพบผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกในโปรโตคอลที่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายเท่า TCP/UDP ทำให้ได้รับความสนใจตรวจสอบน้อยกว่า


TXEC มองว่าจุดที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือความสามารถในการหลบหนีจาก Container สู่ Host ซึ่งกระทบโดยตรงต่อองค์กรที่ใช้สภาพแวดล้อม Cloud-Native หรือ Multi-Tenant Container Platform องค์กรควรตรวจสอบว่า Kernel ที่ใช้งานได้รับแพตช์นี้แล้วหรือไม่ และควรพิจารณาปิดโมดูล SCTP ในระบบที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานจริง เพื่อลดพื้นผิวการโจมตีจากโปรโตคอลที่มักถูกมองข้ามในกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัย


รู้ก่อน ตรวจพบเร็ว ลดความเสียหายได้มากกว่า


[ แหล่งอ้างอิง: The Hacker News, Tencent Zhuque Lab, GBHackers, CyberSecurityNews ]